Social-Issue

 
 
รูป
 
 
     ภาพประกอบเหนือตัวหนังสือของผมบรรทัดนี้กำลังเสียดสีเหล่า คุณหนู
     ด้วยตัวอักษรโคตรเบ้อเร่อ ว่า 'เขตปลอดคุณหนูทำงานไม่เป็นเรื่อ'
 

          ซึ่งผมตั้งข้อสงสัยในแวบแรกแบบขี้เล่นปนกวนตีนว่า
          สัญลักษณ์คนถือกล่องมันสอดคล้องกับคำโปรยข้างล่างตรงไหน
 
 
          ประเด็นนั้นช่างมันเถอะ...
          แต่ประเด็นที่ป้ายนี้ชวนให้เราชั่งใจก็คือข้อความบนแผ่นพลาสนิกนั่นต่างหาก
          ซึ่งถ้าหากใช้ทักษะ คิดวิเคราะห์-วิจารณ์ที่ได้รับมาจากกระทรวงศึกษา เราก็น่าจะถอดความันออกมาได้ไม่ยากนักว่า เจ้าป้ายข้างบนนั่นน่ะ

 
             มันกำลังตั้งข้อครหาเชิงตบหน้าเหล่า คุณหนู ทั้งหลายว่า
             "พวกเธอน่ะมันทำงานไม่ได้เรื่องร้อก!"

 
           บ่อยครั้งเมื่อนึกถึงคีย์เวิร์ด   คุณหนู ออกมาในสมอง ผมทึกทักว่าหลายคนอาจมีภาพเหล่านี้ในสมอง...
 
           หญิงสาวผิวขาวๆ รวยๆ คนหนึ่ง - หุ่นดี บางเพรียวเรียวงาม - ผมสยายลู่ลม -สวยใสน่ารัก คิขุอะโนเนะ - ชอบโพสต์ท่าเป๊ะๆเสมอเวลาถ่ายรูป
           แล้วก็นั่นไง ใช้มือถือสุดฮิตอย่างไอโฟนคุยกับแฟนอีกต่างหาก 
 

           แล้วที่สำคัญพวกเธอยังมักจะคอยออดอ้อนชายหนุ่มใจอ่อน-ให้คอยทำการบ้านให้พวกเธอเสมอจนเมื่อคราวเคราะห์ของพวกเธอมาถึงในห้วงเวลาที่ต้องคิดงาน
           พวกเธอก็จะคิดไม่ออก-หน้ามืด-ไม่รู้ว่าดิฉันควรจะเริ่มตรงไหน-หยิบจับอะไรก็ผิดไปหมด-ไอเดียก็ผิดพลาด
           สรุปคือทำงานไม่เป็น
 
 
           ผมพยักหน้ากับความคิดอันยืดยาวในบรรทัดข้างบน หงึก...หงึก
           ก่อนที่ีอีกสักพักผมจะส่ายหัวอย่างรวดเร็ว  ฉึก...ฉึก
          (นี่ไม่น่าจะใช่เสียงส่ายหัวแต่ช่างมันเถอะ)
 
 
           แล้วอุนทานขึ้นกับเองว่า - นั่นมันช่างเป็นทัศนคติที่
        โคตรจะเชิงลบ
ต่อพวกคุณหนู สุดๆเลยนะนั่น !

 
           จริงอยู่บ้างที่ว่า ภาพลักษณ์เชิงคุณหนูในสังคมไทยส่วนนึงอาจเป็ดังที่กล่าวมาจริง
           แต่อีกใจนึงของผม มันก็ยืดอกเถียงว่า คุณหนูในระดับคุณภาพ ทำงานเป็นน่ะ ก็มีนะ แล้วพวกเธอก็เก่งมากเสียด้วย
 
           ยกตัวอย่างสักหน่อย
           กาลครั้งหนึ่งนานมากๆแล้ว สมัยมัธยมปลาย ผมได้มีโอกาสไปค่ายเกี่ยวกับกลยุทธ์การวางแผนทางธุรกิจ หรืออะไรทำนองนั้นสำหรับวัยเยาว์  แน่นอนว่าหนุ่มน้อยหน้าตาบ้านๆอย่างผม ก็ต้องหวั่นใจเป็นธรรมดาเพราะกวาดตาซ้ายขวาไปมา ก็พบว่า
 
 
          หลายคนในค่ายนั้นล้วนเป็นคุณหนูทั้งสิ้น
 

 

          ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกประหม่ามาก เพราะมีกรอบความคิดที่ว่า
          พวกคุณหนู - หยิ่ง - เชิด - เข้าไม่ถึง - แตะตัวยาก อยู่ในหัว



          แต่เมื่อวิทยากรจับกลุ่มให้เราทำงานร่วมกัน...

          อื้อฮื้อ!-ความคิดภาพลักษณ์เชิงลบที่ผมเคยคิดเคยมีมันหายวับไปเลยครับ เพราะคุณหนูหลานคนแสดงความสามารถออกมาอย่างเก่งกาจ มีระบบความคิดอ่านที่ชัดเจน กล้าแสดงออกและที่ำสำคัญพวกเธอแคร์เพื่อนๆทุกคนในกลุ่มอย่่างเท่าเทียมกัน 
         ไม่ได้แบ่งว่า นี่โรงเรียนบ้านนอก-ฉันไม่คุย  อย่างที่ผมจินตนาการไว้เลยสักติ๊ด
 
 
 
         วันนั้นผมเลยเปลี่ยนความคิดโง่ๆแคบๆของผมไปเลย
         ว่าคุณหนูที่แท้จริงน่ะ เค้าทำงานเป็น
 
 
 
         ในทางกลับกัน
         สำหรับคนไหนที่เป็นคุณหนูเหมือนกัน แต่ยังไม่ค่อยจะได้ทำอะไร

          ผมก็เอาใจช่วยให้ออกไปลองทำงานอะไรดูบ้างเถอะครับ หรืออาจทำกิจกรรมในโรงเรียน ในมหาลัยดูก็ได้
          เพราะผมคิดว่าไม่มีใครทำงานได้เรื่องมาตั้งแต่เกิดแน่ๆ ทุกคนมันต้องฝึกฝนกันทั้งนั้นไม่ใช่แค่พวกคุณหนูหรอกที่ต้องสู้ๆ น่ะ
 
 
          แล้วในฐานะที่ผมเป็นผู้ชาย
          อยากจะกระซิบบอกนิดนึงว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณหนูหรือผู้หญิงธรรมดาๆ
          แต่ถ้าหากคุณทำงานเป็น และมีจิตใจที่งดงาม
  
 
          ผมว่าคุณน่ะ,โคตรน่ารัก + มีเสน่ห์เลย !
 
 
  
          สุดท้ายก่อนจบเอ็นทรี่,
          ผมคิดว่าบางทีเราอย่าเพิ่งตัดสินคนจากสถานะหรือรูปลักษณ์ภายนอกเลยครับ เพราะนั่นอาจทำให้เราพลาดการรู้จักกับคุณหนูดีๆสักคนที่มีจิตใจงดงามไปเลยก็ได้
 
 
 
 
         จริงมั้ย ?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เลิศสุนทรCry
 
 
 
 
 
ปอลอ1. สรุปว่าไอ้ภาพสัญลักษณ์นั่นมันเกี่ยวยังไงกับคำโปรยด้านล่าง ใครรู้บอกทีFoot in mouth
ปอลอ2. ใครชอบก็ปาดาวหน่อยน้า อยากได้กำลังใจมั่งอ๊ะ  Tongue outTongue out
 
อ่อเกือบลืม ... ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บ www.fail.in.th ครับ 
 
 
 
ดราม่า
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
        ถ้าหากส้มตำที่ใส่พริกหลายเม็ดมีรสแซ่บ
        มันก็ดูเหมือนว่าเรื่องราว 'ดราม่า' ที่ปรากฏในภาพข้างบนนั้นจะมีรสชาติจัดจ้านจี๊ดสุดๆ
 
 
        ผมไม่ได้รู้จักมาก่อนว่าร้านแม่อนงค์หรือร้านส้มตำในภาพนั้น อยู่ตำบลไหน อำเภอใด จังหวัดอะไร
        เพราะผมเจอความอัดอั้นตันใจนี้เข้าที่เว็บไซต์ fail
 
 

        ถึงอย่างนั้นขณะอ่าน, ก็ยังรู้สึกแซ่บในอารมณ์ที่กำลังพุ่งปรี๊ดอยู่ดี
        เพราะรู้สึกว่าร้านส้มตำที่กำลังมีสงครามกับร้านแม่อนงค์นั้น


        ช่างมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเสียเหลือเกิน , ก็มันมีอย่างที่ไหนกันที่เอาอาหารมาเสิร์ฟในร้านของคนอื่นแล้วไม่ยอมเก็บจานชาม แถมยังปล่อยให้อีกร้ัานแบกรับภาระดังกล่าวมานานนับปีอีกต่างหาก

        รู้สึกอย่างนั้นมั้ยครับ?
 
 
 

        'แย่' - นั่นคือความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามาหลังอ่านดราม่าเรื่องนี้จบ
        หลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือ,

        ภาพการปะทะคารมณ์ของคาแร็กเตอร์แม่ค้า ทั้งสองร้าน กำลังผุดโผล่ในหัวของผม ในตอนนี้ทั้งสองร้านอาจจะกระทำสงครามเย็นต่อกันโดยปลูกฝังอุดมการณ์ให้ลูกค้าของร้านตนเองว่า 'อย่าไปกินร้านของฝ่ายนั้นเด็ดขาดนะ'
        พร้อมกับเมาท์ถึงข้อเสียของอีกร้านให้กันฟัง
 

 
        
        นี่จึงนับเป็นสงครามที่ดูเหมือนว่าต้นตอของปัญหาจะเกิดขึ้นมาจากการขาดคำว่า
        "ความรับผิดชอบ - ในสิ่งที่ตัวเองทำ"
 
 
 
       หากมองลงไปบนเนื้อกระดาษที่พิมพ์ข้อความอันร้อนระอุนั้น
       จะพบว่ามีวรรคนึงที่ร้านแม่อนงค์เขียนว่า 'รับภาระนี้มานานปีแล้ว'

       ผมคิดว่าหนึ่งในนิสัยหลักของคนไทยคือ ช่างประณีประนอมเป็นพิเศษ ถ้าใครมาทำร้ายอะไรเรา เราก็ยิ้มรับและหวังว่าเดี๋ยวเขาก็คงเลิกทำร้ายเราเอง เราจะอดทนไว้จนถึงวันนั้น  แต่ลึกๆในใจก็สะสมอารมณ์ไว้เหมือนแมกม่าในภูเขาไฟ  จนพอทนไม่ไหวก็จะระเบิดตูมออกมาอย่างรุนแรง(โคตรๆๆๆๆ)
 
 
 
       อย่างที่ร้านแม่อนงค์ระเบิดมันออกมานั่นล่ะ
 
 
 
      ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าการระเบิดอารมณ์แบบภูเขาไฟนั้นจะทำให้ึความสัมพันธ์อันดีที่เราเคยมีมาต่อใครสักคน
      นั้นมันแตกหักอย่างที่ไม่อาจมีรอยต่อได้อีก เพราะความรุนแรงได้ทำร้ายใจทั้งสองฝ่าย
 
 
      ผมนึกไม่ออกเลยว่า ลูกค้าของทั้งสองร้านจะรู้สึกยังไงที่ครั้งหนึ่งเคยสั่งอาหารจากทั้งสองร้านมากินร่วมกันได้
      แต่ในวันนึงกลับทำไม่ได้  แถมยังต้องตกอยู่ในภาวะความดราม่าอันกดดัน ที่สองร้านปะทะกันอีก
  
      (เว้นเสียแต่ว่า คุณเป็นคนที่สนุกกับการไปกินอาหารในร้านที่กำลังมีดราม่ากัน
      เพราะความมันส์ในอารมณ์ แบบนั้นคงไม่เป็นไร)
 
 
 
     ซึ่งเผลอๆถ้าเป็นแบบนี้นานๆผมว่า
     ลูกค้าอาจหายหมด
 
 
 
 
     สันติภาพย่อมดีกว่าสงคราม
     การเจรจาย่อมดีกว่าจับสากกระเบือมาตีกัน

 
 
     ผมคิดว่ามันคงจะดีไม่น้อย  ถ้าร้านส้มตำมีความรับผิดชอบในพฤติกรรมการเก็บภาชนะของตนและช่วยเช็ดโต๊ะมากกว่านี้ และทางร้านแม่อนงค์ก็ให้อภัยกับสิ่งที่อีกฝั่งเคยทำผิดพลาดไป
 
 
 
 
     ถึงผมจะไม่ได้รู้จักทั้งสองร้านข้างต้น แต่ผมก็เอาใจช่วยว่าจะมีวันนั้นนะ
     และผมก็เชื่อว่าเพื่อนๆทุกคนในเอ็กซ์ทีนก็คงเอาใจช่วยให้เกิดการคืนดีของทั้งสองร้านเช่นกัน
    
 

 
     อยากเห็นร้านอาหารรักกัน, มากกว่าตีกันครับ
     เพราะการสั่งเมนูของสองร้านซึ่งมีรสชาติไม่เหมือนกัน มากินร่วมกัน
     มันย่อมอร่อยกว่าการสั่งอาหารกินจากร้านเดียว

 
   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เลิศสุนทรSmile
 
 
 
 
 
 
   (เอ้าพวกเราเอาใจช่วยทั้งสองร้านให้เกี่ยวก้อยคืนดีกันไวๆเถอะเนอะ)
 
 
 
ปอลอ.ขอบคุณภาพประกอบจาก  fail (www.fail.in.th) ครับ
  Kiss