StubbornTales

 
 
 
รูป
 
 
 
ทุกๆครั้งที่กำลังจะใช้โฟมล้างหน้าชะล้างสิ่งสกปรกบนผิวหน้าของตัวเอง
เคยเงยหน้าแล้วถามตัวเองในกระจกมั้ยว่า

 
'ชีวิตเรามีความสุขอยู่รึเปล่า?'
 
 
. . .
 
 

"ไม่มีเลยว่ะ"
ใบหน้าหมองคล้ำของชายหนุ่มทรงผมยุ่งเหยิงอารมณ์ติสต์นิดๆบอกกับตัวเอง
 
 
ทันใดนั้น ขณะที่เขากำลังจะหยิบโฟมขึ้นมาล้างหน้าให้สดชื่นขึ้นนั้นเอง
ก็มีหญิงสาวในชุดสูทสีขาวดูน่าเชื่อถือ ปรากฏกายออกมาข้างๆ
 
 
"สวัสดีค่ะ , หน้าของคุณเจอทั้งฝุ่นทั้งควันทั้งสารพัดมลพิษแบบนี้
ต่อให้ล้างหน้าแค่ไหน มันก็คงไม่สดชื่นขึ้นหรอกค่ะ
ลองนี่ดูหน่อยเป็นไง ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สกัดและใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ..."
 

"จ๊าก คุณเป็นใครเนี่ย!? เข้ามาในห้องน้ำบ้านผมได้ยังไง!"
ชายหนุ่มอ้าปากเหวอพลาง คว้าผ้าเช็ดตัวมาคลุมท่อนล่างอย่างว่องไวพลาง
 
 
"แหม ฉันไม่สนใจจะมองกางเกงในของคุณหรอกนะ
สำหรับคำถาม ,ฉันคือนักโฆษณาผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้าค่ะ

ว่าแต่คุณสนใจจะลองมั้ย ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เราให้ทดลองฟรี
เป็นโปรโมชั่นคืนกำไรให้ลูกค้าของทางบริษัทเรา"
 
 
 
พูดจบนักโฆษณาสาวก็ยื่นโฟมล้างหน้าชิ้นนั้นมา
บอกตามตรงถึงชายหนุ่มจะยืนเหวออยู่แต่ก็รับโฟมมาเพราะมันฟรี
 

จากนั้นเขาก็เริ่มบรรจง ป้ายโฟมลงบนฝ่ามือ
ก่อนจะนำมันไล้ลงบนใบหน้าอย่างอ่อนละมุน
เสร็จสรรพก็กวักน้ำจากวาล์วสาดเข้ามาเต็มหน้าแบบดาราในโฆษณาที่ชอบทำกัน
 
 
 
หน้าใสขึ้น
 
 
"ได้ผลแฮะ"

นักโฆษณาสาวยิ้มพร้อมกับหยิบยื่นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ที่ดีกว่าเดิมออกมาให้ชายหนุ่ม
"อันนี้หน้าใสขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ฉันรับรอง แต่ว่าราคามันก็คงแพงหน่อยอะนะ"

 
 
จากวันนั้นชายหนุ่มเริ่มซื้อผลิตภัณฑ์จากหญิงสาวมากขึ้น
ทุกๆครั้งที่หญิงสาวเสนอโฟมล้างหน้าที่ดีกว่าให้ชายหนุ่มจะไม่สามารถปฏิเสธได้
เขายินยอมจ่ายธนบัตรนับไม่ถ้วนที่มีในกระเป๋าของเขาให้แก่หญิงสาว
 
 
 
พร้อมกับก้มลงล้างหน้าด้วยบรรดาของแพงๆเหล่านั้น
อย่างไม่ลืมหูืลืมตาและบ้าคลั่ง 
 
 
 
เขาไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของเขาไม่ได้ใสขึ้นเลยแม้แต่น้อย...
 
 
จนในที่สุดธนบัตรในกระเป๋าของเขาก็หมด เหลือเพียงเศษเหรียญ
"ผมขออีกได้ไหม โฟมล้างหน้านั่น ผมอยากหน้าใสสดชื่น"
 
 
"ขออภัยนะคะ แต่ลำพังเศษเหรียญแค่นั้นคงไม่อาจซื้อผลิตภัณฑ์ชั้นดีจากทางเราได้"


ชายหนุ่มโกรธจัด จนมีรอยปูดขึ้นบนหน้าผากแบบการ์ตูนญี่ปุ่น
"คุณปอกลอกหลอกผม!"
 
 
 
นักโฆษณาสาวหันกลับมาด้วยสีหน้าแจ่มใส
" อ๊ะ ฉันจะไม่ขอโทษหรอกนะเพราะคุณยอมให้ฉันหลอกเอง
แต่ก่อนที่ฉันจะไปหาลูกค้าคนใหม่ ฉันอยากจะบอกความลับคุณหนึ่งอย่างว่า
 
 
 
ที่หน้าคุณไม่ใสสักทีน่ะก็เพราะคุณมีคราบสกปรกเปื้อนอยู่ในใจต่างหาก
 แม้ว่าคุณจะใช้ของที่แพงและดีเท่าไหร่ก็ตาม
มันก็ไม่อาจขจัดออกไปได้
  และสิ่งที่คุณต้องทำ
 
 
 
 
คือหาทางแก้ไขในสิ่งทีุ่คุณกำลังไม่สบายใจออกไปต่างหาก
เพียงเท่านี้ หน้าของคุณก็จะสดใสขึ้นอย่างที่คุณเคยเป็นไงล่ะ "
 
 
 
หญิงสาวนักโฆษณาจากไปแล้ว
สายลมอ่อนนุ่มบางๆพัดผ่านตัวชายหนุ่มไป
รอยโกรธเมื่อครู่ค่อยๆจางลง

 
 
จากนั้นเขาก็แหงนมองท้องฟ้าผ่านออกไปทางประตูห้องน้ำที่เปิดโล่งอยู่...
 
 
 

ถ้าสังเกตดีๆและลองตั้งใจมองดู คุณอาจจะเห็นว่า
ใต้ผืนฟ้านั้นสีหน้าของชายหนุ่มสดใสขึ้นนะ
 
  
 
 
 
 
. . . .


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เด็กดื้อCool
(การบ้านเยอะจัง-เยอะจริง)

 

 

 
ปอลอ1. ถ้าใครชอบก็อยากให้ช่วยแปะดาวหน่อยน้า อยากเห็นดาวบ้างแฮ่ะๆ Embarassed

ปอลอ2.ช่วงนี้การบ้านจากการเรียนเมเจอร์ภาษาอังกฤษยังคงถล่มอย่างต่อเนื่อง เหนื่อยจริงๆ ! Tongue outUndecided

ปอลอ3.ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านเสมอๆนะครับ ! Kiss

 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพประกอบ
 
 
 
 
'คนที่เชื่อมั่นในตัวเรา'
 


ครั้งหนึ่ง , เด็กดื้อเคยคิดว่ามันเป็นประโยคที่ลิเกสุดตรีน
ใครหลายคน เพลงหลายเพลง ต่างก็บอกเล่าและออกตามหาสิ่งเหล่านี้
ผ่านคำพูด ตัวโน้ต อันแสนโรแมนติกและอบอุ่นหัวใจ
 

ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยิน
เด็กดื้อมักจะรู้สึกว่า มันช่างหวานชื่นขึ้นสมองไปไหม
พร้อมกับถามกลับไปว่า'แล้วมันมีอยู่จริงรึเปล่านะ คนแบบที่ว่าน่ะ ?'
 
 
 
...

 
ทุกวันดีๆท้องฟ้าแจ่มใส ที่เด็กดื้อต้องแบกเป้ไปโรงเรียน
เด็กดื้อไม่เคยตั้งคำถามข้อนี้กับตัวเอง
มาตั้งเอาก็ตอนในวันที่รู้สึกท้อถอยกับชีวิตอย่าง , วันนี้
 
 
ในวันเหงาๆที่ไม่อยากอยู่คนเดียว
ใครหลายคนคนต่างพากันออกมาตะโกนผ่านเฟซบุ๊กว่า
"ไม่อยากอยู่คนเดียวเลยครับ/ค่ะ/ว่ะ/วะ/อ่ะ/นะ"
 
 
ในวันเศร้าๆที่คะแนนในห้องเรียน ตกไปอยู่รั้งท้ายของกลุ่มเพื่อนฝูง
ขอแค่ใครสักคนได้มั้ยที่ไม่ซ้ำเติมกัน หรือมาอวดคะแนนเยอะๆต่อหน้า
ให้ช้ำอวัยวะภายในที่เรียกว่าหัวใจ
 
 
ในวันเหล่านั้น เด็กดื้อมักจะต้องกุมขมับเสมอๆ
วัน..ที่เด็กดื้อตั้งชื่อให้มันว่า
วันที่เราแพ้

 
มันรู้สึกแย่มากนะครับ ท่ามกลางคืนวันเหล่านั้นน่ะ
ทั้งๆที่ผ่านมาทุกครั้ง , เราต่างก็เคยมองโลกในแง่บวก สงบและสุขสดใส
แต่ตอนนี้หากเปรียบกับอุณหภูมิ
ภาวะอย่างนี้ก็คงต้องเรียกว่า
ติดลบเต็มๆ

 
 
 
เราต่างก็สูญเสียและหลงลืมรอยยิ้มที่เคยมีมาไปในวันที่เราแพ้
 
 
 

ในวันนั้นต่อให้ไปนั่งกินซูชิหน้ากุ้งเด็ดๆร้านไหน
รสชาติของมันก็จะเป็นแค่ข้าวปั้นแปะกุ้งบูดๆในปากเรา
 
 
 
 
ขณะที่เด็กดื้อกำลังบ่น
เรื่องแย่ๆอยู่นั้นเอง. . .
 
 

 
. . . เด็กชายเนกาทีฟผู้ที่เป็นตัวละครในตอนแรกๆของนิทานเรื่องนี้
ก็ปรากฏข้างๆกาย พร้อมกับพูดว่า
 
 
"วันนี้ดูนายมองโลกแง่ร้ายกว่าเราอีกนะ"
"เออ โลกมันโหดร้ายจริงว่ะ"
"ฮึ่ยย อย่าไปเครียดซีวะ ลูกผู้ชายอย่างนายต้องยิ้มแฉ่งเข้าไว้สิ"
 

 
จากนั้นก็มีเสียงคนอื่นๆตามมา
 
 
"อย่าไปกังวลและคิดมาก"
"ไม่เป็นไร รู้ตัวว่าจะติด F ก็ขยันเสียแต่ตอนนี้รับรองไม่เป็นไรหรอกลูก"
"นายเป็นไอดอลของเรานะ"
"เราเชื่อมั่นในตัวเธอ"
"มึงเป็นเพื่อนที่ดีของกู"

 
ทั้งหมดคือคำพูดของคนที่ยืนอยู่ข้างๆเด็กดื้อเสมอมา
พ่อ-แม่ และเพื่อนที่ดีทุกคนของผม
 
แต่เด็กดื้อไม่เคยรู้ตัวเลยว่ามันเป็นคำสำคัญ
และเปี่ยมไปด้วยกำลังใจมากมายขนาดไหน
กว่าจะมารู้ตัวก็ในที่ท้อถอยและแพ้พ่าย ในครั้งนี้,
 
 
 
 
ครั้งนี้ที่ได้รู้แล้วว่า
 
 

 
 
คนที่เชื่อมั่นในตัวเรามีอยู่จริง
และมันก็ไม่ใช่ประโยคที่ลิเกสุดตรีนแต่อย่างใด
หากแต่เป็นประโยคที่โรแมนติก
และอบอุ่นในหัวใจอย่างแท้จริง
 
 
 
 
 
. . .
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เด็กดื้อTongue out
(ทำเป็นซึ้ง ในวันท้อๆ)
 
 
 
 
 
 
ปอลอ1. ช่วงนี้ชีวิตของผมประสบกับเรื่องราวหลายอย่าง โดยเฉพาะการเรียนที่สอบตกจนคะแนนย่ำแย่มาก  คงต้องสู้ชีวิตอย่างหนักเสียแล้ว ไม่น่าขี้เกียจเลยเรา !

ปอลอ2. ถ้าพบคนที่เชื่อมั่นในตัวเราแล้ว ขอให้รักษาพวกเขาเหล่านั้นไว้ดีๆนะครับ  แล้วในวันที่ท้อเราจะมีกำลังใจเมื่อนึกถึงพวกเขาTongue out

ปอลอ3.ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาอ่าน นิทานของเด็กดื้อนะฮับ ขอบคุณมาก Cool