University-Life

 
 
หลายคนคงรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย
กับเหตุการณ์ "ซึนามิ" ที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา...
ครับผมเองก็รู้สึกแบบนั้น
และเอ็นทรี่นี้ก็อยากบอกเล่าความรู้สึกนั้นออกมา
 
อย่าเพิ่งกดกากบาทจากไป
หากมีเวลาก็ลองนั่งฟัง
 
.....
 
 
รูป
 
 
 
ภาพคลื่นสมุทรขนาดยักษ์ที่กว้างยาวและคลั่งกำลังโถมถันเข้าใส่เกาะฮอนชูประเทศญี่ปุ่น คลื่นคลั่งเหล่านั้นพัดพาพาหนะและบ้านเรือน จำนวนมากลอยไปตามกระแสน้ำที่เกิดจากแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงถึง 8.9 ริคเตอร์ ได้ปรากฏผ่านช่อง "สำนักข่าวไทย" ในจอโทรทัศน์ที่บ้านผม
เมื่อวันก่อน
 
 
เหวอและอึ้ง
คือความรู้สึกที่คลื่นสึนามิในสื่อสาดเข้ามากระทบกับความรู้สึกของเด็กมหาลัยอย่างผมในแวบแรก
ในตอนนั้นผมไม่รีรอที่จะตะครุบรีโมทเพื่อไหลต่อไปยังช่อง NHK เพื่อฟังความเคลื่อนไหวของข่าวจากประเทศญี่ปุ่นเองแบบสดๆ
แต่สิ่งที่ผมพบคือ
 
ไม่มีผู้ประกาศข่าวชาวเอเชียออนแอร์
ในตอนนั้นมีเพียงภาพของความเสียหาย เพลิงสีส้มที่กำลังลุกไหม้และเกลียวคลื่นที่ก่อความเสียหาย ประกอบกับเสียงบรรยายของผู้ประกาศข่าวแทนในช่วงที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ผมดู NHK ไม่แน่ใจว่าผมรู้สึกไปเองหรือไม่ว่า การอ่านข่าวของผู้ประกาศข่าวแดนปลาดิบนั้นมันช่างเรียบนิ่ง สงบ สง่า จนกลายเป็นแข็งกระด้าง ไร้ชีวิตชีวา
แต่ในครั้งนี้มันกลับแตกต่างออกไปราวกับว่าแก้วเสียงแห่งความแข็งกระด้างที่เปล่งออกมาในวันนั้น...
 
 
กลับมีความห่วงใยอยู่ภายใน
 
 
 
"เซนได" เมืองแห่งออนเซ็นซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่พี่ญี่ปุ่นร่วมชาติอยากไปเยือนเป็นลำดับ 3 ของประเทศ
คือเหยื่อของธรรมชาติลำดับแรกในเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่คลื่นยักษ์ขนาด 10 เมตรได้เข้ามาเยือนก่อนที่จะแผ่ขยายวงกว้างออกไปยังบริเวณอื่น
 
 
นับเป็นความสูญเสียที่สาหัส
 
แม้ระยะทางระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นจะห่างกันไม่น้อย
แม้ผมจะไม่ได้ถึงกับดูข่าวแล้วมีน้ำตาตกจนต้องหยิบกระดาษทิชชู่มาซับ แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก
"เห็นใจ-เสียใจ" เพื่อนร่วมโลกแดนปลาดิบในเหตุการณ์นี้และไม่มีเหตุผลที่จะต้องอดด้วย
 
 
แต่ภาพที่ปรากฏบนจอที่มีเหลี่ยมสี่มุมในครั้งนี้ก็เหมือนโยนคำถามให้กับผมในนาทีที่กำลังสะเทือนอารมณ์
จนอดรู้สึกไม่ได้ว่านี่คือเรื่องตลกร้ายอย่างหนึ่งของโลกเช่นกัน
เรื่องตลกขำไม่ออก ที่กำลังบอกว่า...
 
 
"บางครั้งชีวิตมันสั้นกว่าที่คิดและเราก็มักจะไม่ทันตั้งตัว"
 
 
ผมไม่รู้หรอกว่า พี่ญี่ปุ่นเหล่านั้นจะยังมีสิ่งที่ติดค้างอะไรหลงเหลืออยู่ในใจไหม มีความฝันที่อยากไปให้ถึงและรอวันที่มันจะเป็นจริงอยู่หรือไม่ รึมีใครสักคนที่กำลังรอให้พวกเขากลับบ้านเพื่อดูแลหรือเปล่า ซึ่งความสงสัยเหล่านี้ก็ยังคงจะเป็นปริศนาต่อไปตลอดกาล
 
ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงหลงเหลือเสียงกระซิบเบาๆที่ส่งมาถึงผมผ่านทางหน้าจอนั้นว่า
 
 
"ธรรมชาติอาจเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตเราว่าจะจบลงในวันใด
 นั่นคือสิ่งที่ไม่อาจฝืน
 แต่การจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีค่าที่สุดก่อนที่จะถึงวันนั้น
 น้องทำได้แล้วน้องก็ควรเลือกที่จะทำ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส
 เพราะชีวิตมันสั้นเหลือเกิน"
 
 
 
. .
 
 
 
 
 
ในตอนนี้
นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง คงกำลังเร่งสั่งการให้ความช่วยเหลือ
สำนักข่าวทุกแห่งคงกำลังพยายามนำเสนอข่าวและแจ้งข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อรประชาชน
พี่น้องบางคนในญี่ปุ่น อาจกำลังนั่งพับนักกระดาษเพื่อส่งแรงอธิษฐานอยู่ในซอยใดซอยหนึ่งของมุมเมือง
น้องเคอิโหงะก็กำลังพยายามติดต่อคุณพ่อ ซึ่งยังไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ด้วยความเป็นห่วง...
 
 
ส่วนผมที่อยู่นอกเหตุการณ์
คงทำได้เพียงเขียนเอ็นทรี่สั้นๆ นี้ขึ้นมาอย่างเงียบๆ
พร้อมกับกุมมืออธิษฐานให้เรื่องราวเลวร้ายในครั้งนี้เหมือนกับพล็อตการ์ตูนญี่ปุ่นทั้งหลาย ที่แทบทุกครั้ง
เมื่อประสบปัญหาสาหัส "ความหวัง" จะปรากฏออกมาและนำพาตัวละครรอดพ้นผ่านปัญหาไปได้ในที่สุด
 
 
แล้วก็อยากจะบอกให้พี่ๆทุกคนทางนั้น
ด้วยเอ็นทรี่นี้ว่า
 
 

 
" ขอให้พวกพี่ปลอดภัยครับ
  และขออย่าให้เกิดภัยพิบัติอะไรมาซ้ำเติมอีกเลย
  เพราะผมไม่อยากให้
  น้ำตาของญี่ปุ่นจะต้องไหลมากไปกว่านี้"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หนุ่มติ๋ม
(ขอให้ผ่านพ้นเรื่องร้ายๆไปไวๆ นะพี่ๆแดนปลาดิบ)
 
 
 
 
 
 
ปอลอ.ขอให้พี่ๆชาวญี่ปุ่นปลอดภัย อีกครั้งครับ
 
 
รูป
 
 
 
 
สึนามิ1
 
 

 
 
 
รูป
 
 
วันนี้,
ผมมีเรื่องเล่าเรื่องนึงอยากจะเล่าให้ทุกคนฟังมากๆครับ
มีชื่อเรื่องว่า "จงคิดอย่างมดกับปลวก"
 
เค้าว่ากันว่าคนที่อ่านอะไรก็ตามบนอินเทอร์เน็ตจะมีความสนใจ
อยู่แค่ 6 วินาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าเราดึงดูดคนให้สนใจภายในเวลาดังกล่าว
ไม่ได้เขาและเธอเหล่านั้นก็จะคลิกกากบาทออกไปอย่างง่ายดาย ดื้อๆ ทื่อๆ
ไร้เยื่อใยหรือปฏิกิริยาตอบสนองใดๆทั้งสิ้น
 
 
รู้อย่างนี้แล้ว,
ใครที่ยังพับเพจนี้ออกไปให้ไกลโพ้นจากสายตา จะถือว่าใจร้ายต่อกันสุดๆเลยนะเนี่ย!
 
 
เพราะอย่างที่ผมบอกว่า, อยากเล่ามากๆๆจริงๆ ในเมื่อทนอ่านได้ถึงบรรทัดนี้
ผมเดาว่าคุณคงพร้อมที่จะฟังแล้วล่ะ
เริ่มเลยละกัน...
 
 
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผี-แบบขนหัวลุกชูชัน
ไม่ใช่เรื่องวีรบุรุษ ที่ทำให้สังคมดีขึ้นหรือโลกร้อนน้อยลงอะไรทำนองนั้น
หากแต่มันเป็นเรื่องของ
 
"มดกับปลวก"
 
 
 
ที่นอกจากมันจะมีหน้าที่ยอดฮิตอย่างการขโมยของหวานไปจากโต๊ะของใครหลายคนหรือคอยแทะเศษไม้เหลือๆตามฝาบ้าน แต่หนึ่งในภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากของพวกมันก็คือการสร้างรังกับจอมปลวกด้วยหยาดเหงื่อแรงกายนับล้านหยดภายในรังของพวกมัน
   ซึ่งทำให้คนอย่างผมอดอึ้งปนทึ่งไม่ได้ว่า
  "เจ้าสิ่งมีชีวิตชนชั้นล่าง 1 ซม. เหล่านี้มันทำได้ยังไง"
 
 
นั่นทำให้เด็กมหาลัยอย่างผมที่อยู่ในลำดับท้ายๆตารางของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ
รู้สึกสงสัยจนต้องออกไปหาคำตอบ
ซึ่งผมไม่ได้ค้นพบหรอกครับว่าพวกมันสร้างรังกันได้ยังไง
เพราะยังไม่ได้ซื้อสารคดีของทางแนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกมาชม
แต่สิ่งที่ผมพบกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นสำหรับผม
นั่นก็คือ
 
 
 
"ศิลปะของการใช้ชีวิตของพวกมดและปลวก
 ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับชีวิตมหาลัยและนักศึกษาไทยควรมี
 ซึ่งเรื่องแบบนี้สารคดีแผ่นไหนก็ไม่มีเล่า"
 
 
 
แต่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง..
 
 
 
 หนึ่ง,ขยัน

 มดและปลวกถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมคิดว่าขยันจนติดลำดับต้นๆของโลก เพราะผมไม่เคยเห็นเลยที่พวกมันจะอู้งานสักครั้งทุกวันมันจะพาขาน้อยๆของมันออกไปหาอาหาร พร้อมกับสร้างรังอย่างขยันขันแข็ง..
 
 
ในมหาลัยความขยันคือสิ่งจำเป็นมากนะครับ
ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำนี้มาตั้งแต่อนุบาล ประถมยันมัธยมปลายก็ยังได้ยินอยู่ ในช่วงเวลานั้นอาจารย์จะคอยย้ำเตือนเสมอว่าขยันหน่อยนะลูก ส่งงานด้วยนะ จนเป็นเหมือนแรงกระตุ้นกึ่งบังคับให้เราต้องทำงานส่ง
 
แต่ในมหาลัย-มันไม่มีแบบนั้นนะครับ
อย่าประมาท!
 
เพราะผมประสบมาแล้วกับตัวเอง คือใช้ขีดความขยันเท่ากับสมัยเรียนมัธยมบนทัศนคติความเชื่อแบบเดิมๆ
"เรียนๆ เล่นๆ เดี๋ยวก็จบไปเอง"
 ตอนปี1 ก็สบายตัวดีหรอก
 แต่พอตอนปี 2 ผมวูบเลยครับ เพราะมีวันนึงที่ผมแทบจะเขียนอะไรลงไปในกระดาษคำตอบไม่ได้เลยเพราะไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน แน่นอนว่าคะแนนสอบออกมาเลวร้ายอย่างที่ผมไม่เคยประสบมาก่อน  อาจารย์เดินเข้ามาเตือนในวันประกาศคะแนนว่ามีสิทธิ์ติด F นะลูก จะสู้อยู่หรือเปล่า?
 
ผมก็ยิ้ม(แห้งๆ)
แล้วก็บอกอาจารย์ในวันนั้นว่า "สู้ต่อครับจารย์!"
 
จากตอนนั้น
ยังไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไงเพราะอีก2วันข้างหน้าถึงจะสอบวิชาดังกล่าว
แต่หลังจากวันนั้นผมพลิกเป็นคนละคนเลยครับ คือถ้าหากเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้นก็ขยันมากกว่าเดิมเป็นกอง
แต่ผลจะเป็นยังไง จะได้ผลหรือไม่
ผมก็ยังต้องรอลุ้นผลอย่างระทึกใจต่อไป 
 
 
 
สอง,เป็นคนช่างแชร์ ช่วยเหลือผู้อื่น

บรรดามดและปลวกมักจะคอยขนเศษอาหารคนละนิดคนละหน่อยจากนั้นจึงนำมา
กองรวมกันไว้ในรัง เพื่อแบ่งปันกันกินเสมอ...
 
ในมหาลัยผมประสบกับความจริงมากับตัวเองว่า
ในช่วงฤดูแห่งการสอบคนที่เรียนไม่ค่อยเก่ง อ่อนแอทางการศึกษามักจะเอาตัวรอดได้ยากขึ้น
ซึ่งเราไม่สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยการนั่งอ่านหนังสือคนเดียวอีกต่อไป
เพราะยิ่งอ่านก็ยิ่งมึน พอมึนก็ยิ่งเมา จนสุดท้ายความรู้มันก็หมุนติ้วจำอะไรไม่ได้สักอย่าง
 
 
ฉะนั้นทางออกก็คือ "การติวหนังสือร่วมกับเพื่อน"
ผมชอบบรรยากาศของการติวหนังสือนะครับ ที่จะต้องนั่งล้อมวงกัน สนุกๆ มีขนมขลุกปาก 
พร้อมกับไขข้อสงสัยทางวิชาการไปพร้อมๆกัน  แบ่งปันความรู้และคำตอบซึ่งกันและกัน
แบบนี้น่ะได้ผลสุดๆ
 
 
แต่ปัญหาติดอยู่นิดนึงที่ว่า
ในบางครั้งที่ไปนั่งล้อมวงกันนั้นมันก็ไม่มีใครสักคนในวงที่รู้เลยว่า
"วิชานี้สอนอะไร หรือจะตอบข้อสอบยังไง"
ซึ่งนั่นทำให้เกิดอาการเหวอและพากันตายหมู่
ทางแก้มีทางเดียวคือ
 
"รณรงค์ให้คนที่เป็นตัวจริง-รู้ลึก-รู้จริง"
ออกมาช่วย ซึ่งทุุกครั้งผมก็ต้องลุ้นกันจนตัวโก่งว่า 
พวกเขาเหล่านั้นจะออกมาหรือไม่!
ครับ,
การช่วยเหลือกันคือหนึ่งในคุณสมบัติของนักศึกษาที่ดี
 
 
ศิลปะขั้นสุดท้ายคือ
ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
 
ทุกครั้งที่โดนมนุษย์บุกทลายรัง พวกมดกับปลวกไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง
อีกทั้งพวกมันก็มักจะสร้างรังใหม่เสมอๆอย่างไม่ย่อท้อ...
 
การเป็นเด็กเมเจอร์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กน้อยอย่างผมที่ไวยากรณ์ไม่แน่นนั้นไม่ใช่เรื่องกล้วยๆเลย
เพราะทุกวันต้องเจอแต่การบ้านระดับหิน ซึ่งแน่นอนว่าผมล้มแล้วล้มอีกนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะ
วิชาการเขียนเรียงความ หรือ "ESSAY WRITING"
ที่ชิ้นงานแทบทุกชิ้นของผมในช่วงแรกเป็นดั่งทะเละเพลิง
 
คือมีปากกาสีแดงถล่มแทบทุกบรรทัด ผิดแล้วผิดอีก ผิดยับผิดเยิน ผิดซ้ำผิดซาก สารพัดผิดครับ
ยอมรับว่าในตอนนั้นทั้งท้อทั้งเหนื่อย - เกิดมาไม่เคยคิดสักโมเมนต์ของชีวิตเลยว่า
จะต้องได้แก้งานอะไรบ่อยขนาดนี้ (ในมหาลัยนั้นการแก้งานบ่อยเป็นเรื่องปกติจนน่ากลัว)
 
ซึ่งผมก็กัดฟันสู้ ค้นคว้าอย่างหนัก ชิ้นงานแรกๆของผมได้คะแนนแค่ 1.5/4 , 2/4
แต่ชื้นสุดท้ายของเทอมที่ผมส่งอาจารย์  ผมได้คะแนน 4/4 หมดเลยครับ
อาจารย์ยังแซวเล่นๆว่า "ไม่เชื่อตัวเองล่ะสิ"
พูดแล้วน้ำตาคลอ
 
 
ฉะนั้นถ้าเจอวิชาไหนหนักๆในมหาลัยอย่าเพิ่งไปท้อนะครับ สู้ไปกับมัน เดี๋ยวก็ชนะเอง!
 
 
...
 
 
ในวันนี้อาจารย์ปรัชญาที่ชื่อ "มดกับปลวก" 
ได้บอกแนวทางและศิลปะการใช้ชีวิตมาเพียง3ข้อเท่านี้
ถึงอย่างนั้นผมยังคงเชื่อว่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ยังต้องมีเรื่องราวอันลึกล้ำซ่อนอยู่แน่นอน
แต่คุณอาจต้องลองค้นหามันเองและเอามาปรับใช้กับชีวิตของคุณ
 
 
 
ปรัชญาหรือปัญญาบางอย่าง
มันก็อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด
อยู่ที่เราว่าจะมองเห็นหรือไม่
 
 
 
ไหนๆก็จะจบเอ็นทรี่แล้ว
ผมตื้้นตันมากที่ทุกคนอ่านสิ่งที่ผมบ่นว่าอยากเล่ามากๆจบ
ครับ-ผมได้เล่าสมใจแล้ว
ถ้าอย่างนั้นก่อนจะพบกันเอ็นทรี่หน้า
ผมก็มีอีกสิ่งที่อยากบอกกับคุณผู้อ่านก่อนจากกันมากๆว่า
 
 
 
 
"อ่านจบแล้ว
 อย่าลืมคิดอย่างมดกับปลวกนะ"
 
 
 
 
 
 
สวัสดีครับ...
พบกันใหม่เอ็นทรี่หน้า
 
 
 
 
 
 
 
 
หนุ่มติ๋มCool
(ขอบคุณทุกคนที่อ่านกันจนจบนะ ซาบซึ้งจริงๆ)
 
 
 
 
 
 
ปอลอ. ถ้าชอบก็ปะแปะดาวกันสักนิดสักติ๊ดให้ดีใจเล่นหน่อยนะ
Embarassed