จงคิดอย่างมดกับปลวกส์
posted on 02 Mar 2011 15:38 by lussunton in University-Life
วันนี้,
ผมมีเรื่องเล่าเรื่องนึงอยากจะเล่าให้ทุกคนฟังมากๆครับ
มีชื่อเรื่องว่า "จงคิดอย่างมดกับปลวก"
เค้าว่ากันว่าคนที่อ่านอะไรก็ตามบนอินเทอร์เน็ตจะมีความสนใจ
อยู่แค่ 6 วินาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าเราดึงดูดคนให้สนใจภายในเวลาดังกล่าว
ไม่ได้เขาและเธอเหล่านั้นก็จะคลิกกากบาทออกไปอย่างง่ายดาย ดื้อๆ ทื่อๆ
ไร้เยื่อใยหรือปฏิกิริยาตอบสนองใดๆทั้งสิ้น
รู้อย่างนี้แล้ว,
ใครที่ยังพับเพจนี้ออกไปให้ไกลโพ้นจากสายตา จะถือว่าใจร้ายต่อกันสุดๆเลยนะเนี่ย!
เพราะอย่างที่ผมบอกว่า, อยากเล่ามากๆๆจริงๆ ในเมื่อทนอ่านได้ถึงบรรทัดนี้
ผมเดาว่าคุณคงพร้อมที่จะฟังแล้วล่ะ
เริ่มเลยละกัน...
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผี-แบบขนหัวลุกชูชัน
ไม่ใช่เรื่องวีรบุรุษ ที่ทำให้สังคมดีขึ้นหรือโลกร้อนน้อยลงอะไรทำนองนั้น
หากแต่มันเป็นเรื่องของ
"มดกับปลวก"
ที่นอกจากมันจะมีหน้าที่ยอดฮิตอย่างการขโมยของหวานไปจากโต๊ะของใครหลายคนหรือคอยแทะเศษไม้เหลือๆตามฝาบ้าน แต่หนึ่งในภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากของพวกมันก็คือการสร้างรังกับจอมปลวกด้วยหยาดเหงื่อแรงกายนับล้านหยดภายในรังของพวกมัน
ซึ่งทำให้คนอย่างผมอดอึ้งปนทึ่งไม่ได้ว่า
"เจ้าสิ่งมีชีวิตชนชั้นล่าง 1 ซม. เหล่านี้มันทำได้ยังไง"
นั่นทำให้เด็กมหาลัยอย่างผมที่อยู่ในลำดับท้ายๆตารางของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ
รู้สึกสงสัยจนต้องออกไปหาคำตอบ
ซึ่งผมไม่ได้ค้นพบหรอกครับว่าพวกมันสร้างรังกันได้ยังไง
เพราะยังไม่ได้ซื้อสารคดีของทางแนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกมาชม
แต่สิ่งที่ผมพบกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นสำหรับผม
นั่นก็คือ
"ศิลปะของการใช้ชีวิตของพวกมดและปลวก
ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับชีวิตมหาลัยและนักศึกษาไทยควรมี
ซึ่งเรื่องแบบนี้สารคดีแผ่นไหนก็ไม่มีเล่า"
แต่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง..
หนึ่ง,ขยัน
มดและปลวกถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมคิดว่าขยันจนติดลำดับต้นๆของโลก เพราะผมไม่เคยเห็นเลยที่พวกมันจะอู้งานสักครั้งทุกวันมันจะพาขาน้อยๆของมันออกไปหาอาหาร พร้อมกับสร้างรังอย่างขยันขันแข็ง..
ในมหาลัยความขยันคือสิ่งจำเป็นมากนะครับ
ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำนี้มาตั้งแต่อนุบาล ประถมยันมัธยมปลายก็ยังได้ยินอยู่ ในช่วงเวลานั้นอาจารย์จะคอยย้ำเตือนเสมอว่าขยันหน่อยนะลูก ส่งงานด้วยนะ จนเป็นเหมือนแรงกระตุ้นกึ่งบังคับให้เราต้องทำงานส่ง
แต่ในมหาลัย-มันไม่มีแบบนั้นนะครับ
อย่าประมาท!
เพราะผมประสบมาแล้วกับตัวเอง คือใช้ขีดความขยันเท่ากับสมัยเรียนมัธยมบนทัศนคติความเชื่อแบบเดิมๆ
"เรียนๆ เล่นๆ เดี๋ยวก็จบไปเอง"
ตอนปี1 ก็สบายตัวดีหรอก
แต่พอตอนปี 2 ผมวูบเลยครับ เพราะมีวันนึงที่ผมแทบจะเขียนอะไรลงไปในกระดาษคำตอบไม่ได้เลยเพราะไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน แน่นอนว่าคะแนนสอบออกมาเลวร้ายอย่างที่ผมไม่เคยประสบมาก่อน อาจารย์เดินเข้ามาเตือนในวันประกาศคะแนนว่ามีสิทธิ์ติด F นะลูก จะสู้อยู่หรือเปล่า?
ผมก็ยิ้ม(แห้งๆ)
แล้วก็บอกอาจารย์ในวันนั้นว่า "สู้ต่อครับจารย์!"
จากตอนนั้น
ยังไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไงเพราะอีก2วันข้างหน้าถึงจะสอบวิชาดังกล่าว
แต่หลังจากวันนั้นผมพลิกเป็นคนละคนเลยครับ คือถ้าหากเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้นก็ขยันมากกว่าเดิมเป็นกอง
แต่ผลจะเป็นยังไง จะได้ผลหรือไม่
ผมก็ยังต้องรอลุ้นผลอย่างระทึกใจต่อไป
สอง,เป็นคนช่างแชร์ ช่วยเหลือผู้อื่น
บรรดามดและปลวกมักจะคอยขนเศษอาหารคนละนิดคนละหน่อยจากนั้นจึงนำมา
กองรวมกันไว้ในรัง เพื่อแบ่งปันกันกินเสมอ...
ในมหาลัยผมประสบกับความจริงมากับตัวเองว่า
ในช่วงฤดูแห่งการสอบคนที่เรียนไม่ค่อยเก่ง อ่อนแอทางการศึกษามักจะเอาตัวรอดได้ยากขึ้น
ซึ่งเราไม่สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยการนั่งอ่านหนังสือคนเดียวอีกต่อไป
เพราะยิ่งอ่านก็ยิ่งมึน พอมึนก็ยิ่งเมา จนสุดท้ายความรู้มันก็หมุนติ้วจำอะไรไม่ได้สักอย่าง
ฉะนั้นทางออกก็คือ "การติวหนังสือร่วมกับเพื่อน"
ผมชอบบรรยากาศของการติวหนังสือนะครับ ที่จะต้องนั่งล้อมวงกัน สนุกๆ มีขนมขลุกปาก
พร้อมกับไขข้อสงสัยทางวิชาการไปพร้อมๆกัน แบ่งปันความรู้และคำตอบซึ่งกันและกัน
แบบนี้น่ะได้ผลสุดๆ
แต่ปัญหาติดอยู่นิดนึงที่ว่า
ในบางครั้งที่ไปนั่งล้อมวงกันนั้นมันก็ไม่มีใครสักคนในวงที่รู้เลยว่า
"วิชานี้สอนอะไร หรือจะตอบข้อสอบยังไง"
ซึ่งนั่นทำให้เกิดอาการเหวอและพากันตายหมู่
ทางแก้มีทางเดียวคือ
"รณรงค์ให้คนที่เป็นตัวจริง-รู้ลึก-รู้จริง"
ออกมาช่วย ซึ่งทุุกครั้งผมก็ต้องลุ้นกันจนตัวโก่งว่า
พวกเขาเหล่านั้นจะออกมาหรือไม่!
ครับ,
การช่วยเหลือกันคือหนึ่งในคุณสมบัติของนักศึกษาที่ดี
ศิลปะขั้นสุดท้ายคือ
ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
ทุกครั้งที่โดนมนุษย์บุกทลายรัง พวกมดกับปลวกไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง
อีกทั้งพวกมันก็มักจะสร้างรังใหม่เสมอๆอย่างไม่ย่อท้อ...
การเป็นเด็กเมเจอร์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กน้อยอย่างผมที่ไวยากรณ์ไม่แน่นนั้นไม่ใช่เรื่องกล้วยๆเลย
เพราะทุกวันต้องเจอแต่การบ้านระดับหิน ซึ่งแน่นอนว่าผมล้มแล้วล้มอีกนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะ
วิชาการเขียนเรียงความ หรือ "ESSAY WRITING"
ที่ชิ้นงานแทบทุกชิ้นของผมในช่วงแรกเป็นดั่งทะเละเพลิง
คือมีปากกาสีแดงถล่มแทบทุกบรรทัด ผิดแล้วผิดอีก ผิดยับผิดเยิน ผิดซ้ำผิดซาก สารพัดผิดครับ
ยอมรับว่าในตอนนั้นทั้งท้อทั้งเหนื่อย - เกิดมาไม่เคยคิดสักโมเมนต์ของชีวิตเลยว่า
จะต้องได้แก้งานอะไรบ่อยขนาดนี้ (ในมหาลัยนั้นการแก้งานบ่อยเป็นเรื่องปกติจนน่ากลัว)
ซึ่งผมก็กัดฟันสู้ ค้นคว้าอย่างหนัก ชิ้นงานแรกๆของผมได้คะแนนแค่ 1.5/4 , 2/4
แต่ชื้นสุดท้ายของเทอมที่ผมส่งอาจารย์ ผมได้คะแนน 4/4 หมดเลยครับ
อาจารย์ยังแซวเล่นๆว่า "ไม่เชื่อตัวเองล่ะสิ"
พูดแล้วน้ำตาคลอ
ฉะนั้นถ้าเจอวิชาไหนหนักๆในมหาลัยอย่าเพิ่งไปท้อนะครับ สู้ไปกับมัน เดี๋ยวก็ชนะเอง!
...
ในวันนี้อาจารย์ปรัชญาที่ชื่อ "มดกับปลวก"
ได้บอกแนวทางและศิลปะการใช้ชีวิตมาเพียง3ข้อเท่านี้
ถึงอย่างนั้นผมยังคงเชื่อว่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ยังต้องมีเรื่องราวอันลึกล้ำซ่อนอยู่แน่นอน
แต่คุณอาจต้องลองค้นหามันเองและเอามาปรับใช้กับชีวิตของคุณ
ปรัชญาหรือปัญญาบางอย่าง
มันก็อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด
อยู่ที่เราว่าจะมองเห็นหรือไม่
ไหนๆก็จะจบเอ็นทรี่แล้ว
ผมตื้้นตันมากที่ทุกคนอ่านสิ่งที่ผมบ่นว่าอยากเล่ามากๆจบ
ครับ-ผมได้เล่าสมใจแล้ว
ถ้าอย่างนั้นก่อนจะพบกันเอ็นทรี่หน้า
ผมก็มีอีกสิ่งที่อยากบอกกับคุณผู้อ่านก่อนจากกันมากๆว่า
"อ่านจบแล้ว
อย่าลืมคิดอย่างมดกับปลวกนะ"
สวัสดีครับ...
พบกันใหม่เอ็นทรี่หน้า
หนุ่มติ๋ม

(ขอบคุณทุกคนที่อ่านกันจนจบนะ ซาบซึ้งจริงๆ)
ปอลอ. ถ้าชอบก็ปะแปะดาวกันสักนิดสักติ๊ดให้ดีใจเล่นหน่อยนะ






